วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เรื่อราวของกระจูด เสื่อกระจูด กระเป๋าจากกระจูด และอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้จากกระจูดนั้นเป็นที่ใช้กันหลากหลายอยู่ทั่วไป หนึ่งในชุมชนที่ใช้กัน ก้คือชุมชนบางใบไม้คร่าบบบผม

กระจูด


ผลิตภัณฑ์จากกระจูดคร่าบบ หน้าตาเป็นกะเป๋า


ผลิตภัณฑ์จากกระจูด หน้าตาเป็นเสื่อ

              ผลิตภัณฑ์จากต้นกระจูด ต้นกระจูดมี 2 ชนิด คือ จูดใหญ่ และจูดหนู จูดใหญ่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก ส่วนจูดหนูมีลำต้นเล็กและสั้น ความเหนียวน้อยกว่าจูดใหญ่ โดยทั่วไปราษฎรทางภาคใต้ใช้กระจูดในการสานเสื่อ ทำใบเรือ ทำเชือกผูดมัด และทำกระสอบบรรจุสินค้าเกษตรและสิ่งของอื่น ๆ 

             กรรมวิธีสานเสื่อจูดนั้นจะแตกต่างจากการสานเสื่อทั่วไป คือ ชาวบ้านจะนำต้นกระจูดมาคลุกดินขาวก่อนตากแดดให้แห้งแล้วจึงทุบต้นกระจูดให้แบนเพื่อให้มีความนิ่มตัวสำหรับ หากต้องการให้มีสีสันก็นำไปย้อมสีก่อนนำ
ด้วยเหตุนี้เองชาวบ้านจึงได้รวมกลุ่มกันเพื่อทำผลิตภัณฑ์จากต้นกระจูด ซึ่งมีความคงทนต่อการใช้งานเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก โดยมีการทำเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆอาทิ โต๊ะ กระเป๋า และอื่นๆอีกมากมาย



วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556


เอาละครับ ทีนี้ก็เดินทางมาถึงเรื่องที่ เรื่องที่ 555 เป็นเรื่องที่ทำให้ท่านผู้เยี่ยมชม คงสนใจไม่มากก็น้อย.. เพราะชื่อของเครื่องมือชนิดนี้ แปลกหูดีทีเดียวครับ มันมีชื่อว่า หมาตกน้ำ ไม่ใช่ๆ หมาตักน้ำต่างหากครับผม แต่หน้าตาของมัน ใครหลายๆคนคงเคยเห็นกันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับใครเพิ่งเข้ามาสนใจล่ะก็ไม่ต้องกังวลครับ มีเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้านี่ มาฝากด้วยครับ..

หมาตักน้ำ


ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ แต่ใช้ประโยชน์ได้จริง "หมาตักน้ำ"





 หมาตักน้ำ (หมา หรือ ติหมา) เป็นภาชนะตักน้ำอย่างหนึ่งของชาวภาคใต้ ซึ่งใช้กันในชุมชนบางใบไม้ด้วย ทำด้วยกาบหรือใบของพืชตระกูลปาล์มที่หาได้ในท้องถิ่น การเรียกชื่อบางครั้งจึงมีชื่อของพืชที่นำมาเป็นวัสดุทำต่อท้ายด้วย เช่น
ถ้าทำจากใบจากก็เรียกว่า"หมาจาก"
ถ้าทำจากต้อหมาก (กาบหมาก) ก็เรียกว่า "หมาต้อ"
ถ้าทำจากกาบเหลาชะโอนก็เรียกว่า "หมาต้อหลาวโอน" (หรือ "หมาต้อ" เช่นเดียวกัน) แต่บางคนก็ใช้คำว่า "หมา" "ติหมา" หรือ "หมาตักน้ำ" รวม ๆ กันไปโดยไม่คำนึงถึงวัสดุที่ใช้ทำในท้องถิ่นบางแห่ง จังหวัดนครศรีธรรมราชมีการใช้คำว่า "หมา" ในความหมายที่กว้างออกไป หมายถึงภาชนะตักน้ำปัจจุบันเรียกภาชนะตักน้ำที่ทำด้วยสังกะสี อะลูมิเนียม หรือเหล็กว่า "หมาถัง" หรือ "หมาถั้ง" ที่ทำด้วยพลาสติกก็เรียกว่า "หมาพลาสติก" อันเป็นการรักษาชื่อเต็มที่ขึ้นต้นด้วย "หมา" เอาไว้
ศัพท์คำว่า "หมา" หรือ "ติหมา"นี้ บางท่านว่ามิใช่คำไทยแท้ แต่เป็นคำที่มาจากภาษามาลายูว่า "Timba" ซึ่งหมายถึง ภาชนะตักน้ำที่ทำด้วยกาบหมาก

           
        ในบรรดาหมาที่ทำจากพืชตระกูลปาล์มในท้องถิ่นภาคใต้ หมาจากออกจะเป็นที่นิยมทำและใช้กันมากกว่าชนิดอื่น ๆ ประกอบกับเห็นว่ามีรูปลักษณะสวยงามและมีกรรมวิธีการทำที่น่าสนใจกว่าหมาชนิดอื่นซึ่งทำขึ้นเพียงเอากาบมาห่อตัวเป็นรูปหมาเท่านั้น ในที่นี้จึงกล่าวถึงเฉพาะการทำหมาจากเท่านั้น การทำเริ่มด้วยการตัดเอายอดจากที่เป็นยอดอ่อน ๆ ซึ่งมีใบรวมกันหนาแน่นและยังไม่แตกออกมาจากยอดเป็นใบ ๆ (ถ้ายอดเริ่มแตกใบก็แสดงว่าใบเริ่มแก่แล้วใช้ไม่ได้) นำเอายอดนั้นมาตัดเอาแต่ละใบที่เห็นว่ามีขนาดพอจะใช้ทำหมาได้ตากแดดให้พอหมาด ๆ เพื่อนำไปสอดได้สะดวก เมื่อสอดต้องคลี่ใบออกข้างหนึ่งแล้วสอดให้แต่ละใบสลับโคน - ปลายไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ปลายทั้งสอง ข้างมีขนาดเท่า ๆ กัน เมื่อสอดไปจนได้ขนาดตามต้องการก็รวบปลายทั้ง 2 ข้างเข้าหากันเพื่อผูกติดกันเป็นที่ถือเวลาจะใช้ตักน้ำ หมาที่ทำเสร็จแล้วอาจมีขนาดใหญ่ - เล็กต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดความยาวและใหญ่ของจากที่นำมาสอดและจำนวนใบที่ใช้สอย และถ้าต้องการให้หมานั้นสวยงามและทนทานใบจากไม่แยกออกจากกันง่าย ๆ ก็ใช้หวายหรือคล้าแทงเย็บรอยต่อระหว่างใบจากแต่ละใบตามแนวขวางของใบจากที่สอดกันนั้น โดยพยายามเย็บให้เป็นแนวตรงส่วนกลางของหมา เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพยุงในการรับน้ำหนักของน้ำ การเย็บนี้อาจเย็บหลายแถวก็ได้ แต่ถ้าเป็นหมาขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องเย็บ
1. ชนิดตามลักษณะของการผูกปลายของตัวหมาให้เป็นที่ถือคือ "หมาโผ้" (โผ้ - ตัวผู้) หมายถึง หมาที่เอาปลายทั้ง 2 มาผูกไขว้กัน
2."หมาเหมีย"(เหมีย - ตัวเมีย) หมายถึงหมาที่เอาปลายทั้ง 2 ข้างมาสอดผูกแนบกัน
นอกจากทำด้วยวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นภาคใต้ และราคาไม่แพงแล้ว ยังเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการใช้อีกหลายประการ เช่นมีน้ำหนักเบา มีที่ยึดถือหรือสำหรับผูก และสามารถตะแคงหรือคว่ำตัวได้เองเพียงแต่วางบนผิวน้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงววัฒนธรรมของการคิดที่สัมพันธ์กับการใช้ของชาวบ้าน
         หมาจึงเป็นภาชนะที่นิยมใช้กันทั่วไปในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ตักน้ำในบ่อ ในสระ หรือในพัง ซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องออกแรงกระตุกเหมือนการใช้ภาชนะสมัยใหม่อื่น ๆ นอกจากนั้นชาวบ้านยังใช้หมาในทางอื่น ๆ อีก เช่น ใช้วิดน้ำเรือ ตลอดจนใช้ตักน้ำอย่างเช่นภาชนะตักน้ำอื่น ๆ ทั่วไปด้วย


จบไปแล้วเรื่องของกระรอก..ฮ้ะ เอร้ยย.... ลอบ 5555 (เล่นเอง...ขำเอง) อย่าช้าเลยไปเรียนรู้การทำหลังคามุงจากกันดีกว่า เรื่องของ ใบจาก

จาก ของดีบางใบไม้
ก่อนที่เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาแทนที่ หมู่บ้านบางใบไม้คงใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกนมาจนชั่วลูกชั่วหลาน ปัจจุบัน คือ ต้นจาก ป่าจาก ซึ่งเกิดมาพร้อมกับตำบลบางใบไม้ พื้นที่บางใบไม้มีพื้นที่ต้นจากประมาณ 300 ไร่ ความสำคัญของต้นจากที่พบเห็นได้ คือ
1. ใบจาก ใช้มุงหลังคาบ้านและสูบแทนบุหรี่ในสมัยโบราณ
2. ทางจาก ใช้กั้นเป็นฝาบ้านหรือขัดกันตลิ่งพัง
3. ก้าน ทำผลิตภัณฑ์กระจาด และเครื่องเสวียนหม้อ
4. ใบสด ใช้หอขนมจาก
5. งวง ทำน้ำตาลหรือน้ำส้มจาก
6. ลูกจาก กินสดหรือทำเป็นขนมลอยแก้ว
7. ราก กันการพังของดินริมคลอง
รวมทั้งหมดของต้นจาก เป็นร่มเงาและรักษาสภาพแวดล้อมของป่าชายเลนให้ กุ้ง ปู ปลา อาศัยและปรับสภาพแวดล้อมให้เกิดความสมดุลในธรรมชาติ
จะเห็นได้ว่าสารพัดประโยชน์ในการใช้จากมาดัดแปลงและนำไปใช้ตามความเหมาะสม ตามสภาพของการใช้ชีวิตประจำวัน และในเรื่องนี้จะนำเสนอสิ่งที่เป็นสุดยอดในภูมิปัญญาของตำบลบางใบไม้ ที่รักษาสืบทอดวัฒนธรรมต่อกันมาหลายช่วงอายุคน จนกระทั่งถึง นายพูน แตงกรด หรือปราชญ์ชาวบ้าน ที่เราจะแนะนำให้รู้จักกัน นายพูน แตงกรด มีอายุ 65 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 51 ม. 5 ตำบลบางใบไม้ เป็นผู้รักษาสืบทอดวัฒนธรรม

โอ๊ะ..โอ มีวิธารทำน้ำส้มจากมาฝากด้วย ว่าแต่ น้ำส้มจากเปนยังไง?? เป็นอย่างนี้ครับ..





การทำน้ำส้มจากตำบลบางใบไม้ โดยมีวิธีการทำ ดังนี้
1. ตัดแต่งงวงจาก ในระยะที่เกสรตัวผู้ยังไม่มีการผสม
2. โน้มงวงจากให้งวงอ่อน เพื่อสำหรับงอเข้าใน ต้องทำหลายๆ ครั้ง เพื่อทรมานงวงอ่อนให้รู้สึกเจ็บ แล้วใช้มีดคมๆ ปาดประมาณ 2 – 3 วัน จะมีน้ำหวานไหลออกมา นำขวดหรือกระบอกไปรองรับ นำไปเคี่ยวเป็นน้ำตาลหรือนำมาหมักเป็นน้ำส้มจากสำหรับไว้ทำอาหาร เช่น ปลาต้มน้ำส้มจาก ซึ่งเป็นรสชาติเด็ดของอาหารที่เป็นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวตำบลบางใบไม้ และเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อตามร้านอาหารในตำบล บางใบไม้ในปัจจุบัน

อุปส์...น่ากินไหมละ ขนมจากจ้า..


ขนมจาก
ส่วนประกอบ
1.แป้งข้าวเหนียวดำ 250 กรัม              2.แป้งข้าวเจ้า 220 กรัม
3. น้ำตาลปี๊บ 200กรัม                        4.น้ำตาลทราย 300 กรัม
            5.กะทิ 1/2-3/4 ถ้วย                            6.มะพร้าวขูดขาวเป็นเส้นๆ 1 ลูก
            7.เกลือ 1/2-1 ช้อนชา
ใบจาก ไม้กลัด วิธีทำ
1.ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
2.ตัดใบจากให้ยาวประมาณ 10 นิ้ว เช็ดทำความสะอาดให้หมดฝุ่น
3.ตักส่วนผสมประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงใบจากตามยาวปิดให้แน่น กลัดด้วยไม้กลัดหัวท้าย ปิ้งไฟอ่อนกลับด้านไปมาจนสุก *ทาน้ำมันบางๆเพื่อไม่ให้ขนมติดใบจาก

โอ้โฮ..!! มีการนำใบจากมามุงเป็นหลังคาด้วย สุดยอดจริงๆครับ








การมุงจาก
( ข้อมูลจากภูมิปัญญาท้องถิ่น คนสงขลา ตาสัน) ว่าไว้ดังนี้
ตาสันเล่าให้เราฟังว่า ตนได้ยึดอาชีพหากินกับหลังคามุงจากเป็นหลักมาเกือบ ๒๐ กว่าปีแล้ว สาเหตุที่เป็นแรงบันดาลใจให้ตนยึดอาชีพนี้เป็นหลักก็เพราะมีความสามารถในด้านนี้อยู่แล้ว ตอนแรกๆเห็นเขาทำกันก็รู้สึกสนใจก็เลยลองทำด้วย เมื่อลองทำก็รู้สึกว่าการทำหลังคามุงจากสามารถทำได้ไม่ยากเลย อีกทั้งไม่ต้องใช้วิธีการฝึกฝนด้วย
วัสดุอุปกรณ์ และวัตถุดิบในการทำหลังคามุงจาก
มีใบชนิดหนึ่งที่ชาวใต้เรียกว่า ใบเหรงซึ่งสามารถหาได้ทั่วไปตามป่า บางทีหากไม่มีจริงๆ ตนก็จะรับซื้อมาจากที่อื่นในราคาแผ่นละ ๑ บาท ถ้าคิดกำไรเมื่อทำเสร็จ แผงนึงตาสันก็จะได้ ๑๔ บาท นอกจากใบเหรงแล้วยังมีลวดเหล็กสำหรับขึงและไม้ไผ่ด้วย ส่วนขั้นตอนในการทำ เมื่อเตรียมวัสดุอุปกรณ์และใบเหรงพร้อมแล้ว ตาสันก็จะนำใบเหรงสดๆ ใหม่ ๆ มาตัดก้าน แล้วเอาหนามออก จากนั้นก็เอามาฉีก ๒ ครั้ง นำมาประกบกันทั้ง ๒ แผ่นเล็ก เอาไม้ไผ่มาหนีบ ซึ่งไม้ไผ่ที่จะนำมาใช้ได้นั้นจะต้องเป็นไม้ไผ่ชนิดกลม แล้วนำมาผ่าเป็น ๒ ซีก เมื่อถึงขั้นตอนในการหนีบไม้ไผ่กับใบเหรงให้แน่นเข้าหากัน ก็ต้องเอาลวดเหล็กมาขึงให้แน่นให้ได้ความยาวของแผง แผงละประมาณ ๒ เมตร จากนั้นก็เอาแต่ละแผ่นเล็กที่ประกบกันแล้วในตอนแรกมาเรียงกันเป็นแถว และทำแบบนั้นไปเรื่อยๆจนสุดปลายไม้ไผ่
ส่วนในด้านการขายหลังคามุงจากนั้น ตาสันจะขายเป็นแผงๆ โดยขายในราคา ๒๐ บาทต่อแผง ตาสันบอกว่าหลังคาชนิดนี้จะขายดีในช่วงฤดูฝน อันเนื่องมาจากคนที่ซื้อจะนำไปทำขนำเพื่อกันฝน แต่พอเข้าสู่ฤดูแล้งก็ไม่ค่อยมีคนมาซื้อ ทำให้ตาขายไม่ค่อยได้นัก เราถามตาสันว่าราคาต่อแผงถูกมากอย่างนี้แล้ว เวลามีคนมาซื้อยังมีใครขอลดราคาอีกบ้างไหม ตาสันบอกพร้อมกับเสียงหัวเราะแกมขำๆว่ามีอยู่แล้ว บางทีคนที่มาซื้อก็ขอไปเลยฟรีๆ โดยไม่ยื่นปัจจัยยังชีพแก่ตาสันแม้แต่สตางค์แดงเดียว ตาก็ไม่ได้ว่าอะไร ตาบอกว่าในเมื่อคนเขากล้าขอแบบนั้น เราก็ต้องให้ๆเขาไป
ถ้ามองในแง่ประโยชน์ของหลังคาชนิดนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่ว่า มีน้ำหนักเบากว่าหลังคาชนิดอื่นๆ เยอะ ช่วยผ่อนแรงและง่ายต่อการพกพาไปยังสถานที่ไกลๆ ส่วนในเรื่องของความทนทานนั้น ตาสันบอกว่าหลังคามุงจากจะทนได้นานหรือไม่นานนั้นก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนในการขึงลวดหรือการเรียงแผ่นให้แน่น เพราะถ้าหากผู้ที่ทำขึงได้แน่น ก็ยังผลให้ทนได้ถึง ๑๐ ปี กว่าจะเปื่อย ใ นทางกลับกันถ้าหากขึงไม่แน่นเท่าที่ควรหรือทำแบบหละหลวม ไม่เป็นจริงเป็นจังจะทนได้แค่ ๒-๓ ปีเท่านั้น
เอาละครับ..รู้จักเครื่องมือ ของชาวประมงไป 2 อย่างแล้ว อย่าเสียเวลาเลยครับ ต่อไปขอนำท่านผู้เยี่ยมชม เข้าสู่เรื่องของเครื่องมือที่มีชื่อว่า..ว่า..ว่า ลอบดักปลาคร่าบบบผม ก่อนอื่นไปทำความรู้จักกับหน้าตาของมันกันก่อนครับ

ลอบดักปลา

อันนี้ ชาวบ้านเรียกันว่า "ลอบยืน"



ส่วนอันนี้ "ลอบกุ้ง"



"ลอบนอน" คร่าบผม

ลอบ เป็นเครื่องมือจับปลาที่สานด้วยไม้ไผ่ หวาย เถาวัลย์ หรือลวดรัดโครงไม้ ลอบ
มีช่องว่างให้ปลาเข้าไปติดอยู่ภายใน ลอบแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ
                 1. ลอบนอน ใช้ดักปลาสำหรับน้ำไหล มักจะมีหูข้างอยู่ที่ปากลอบด้วย โดยใช้แผงเฝือต่อจากหูช้างทั้งสองข้างกั้นขวาง ตามแนว แม่น้ำ ลำคลอง วางลอบอยู่ในแนวนอน  ลอบมีลักษณะเป็นทรงกระบอก ก้นรอบเป็นรูปรีๆมีความยาว 1-2 เมตร เหลาไม้ไผ่เป็นซี่กลมๆประมาณ 20 ซี่ มัดด้วยหวาย เถาวัลย์ หรือลวด ไม้ไผ่แต่ล่ะซี่ห่างกันเกือบ 3 เซนติเมตร หากจะดักปลาตัวเล็กก็เรียงซี่ไม้ไผ่ให้ติดกัน ปากลอบดักปลาทำงา 2ชั้น เมื่อปลาว่ายเข้าไปก็จะว่ายออกมาไม่ได้เพราะติดงากั้นไว้ ลอบนอนไม่ต้องใช้เหยื่อล่อ ลอบนอนอีกประเภทหนึ่งใช้กับน้ำนิ่งเรียกว่า ลอบเลาะ
                  2. ลอบยืน ใช้ดักปลาในน้ำลึก จะใช้แผงเฝือกกั้นหรือไม่ก็ได้ หากใช้เฝือกกั้นก็ดักลอบยืนไว้ตามน้ำนิ่งๆใกล้กอหญ้าปลาที่จะเข้าไปมักเป็นปลาดุก ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลากด เป็นต้นลอบยืนมีลักษณะทรงขวดที่วางตั้งไว้ แต่ส่วนปลายลอบยืนนั้นมัดปลายซี่ไม่ไผ่มารวมกัน ตรงด้านข้างทำงายาวผ่าเกือบตลอด
                  3. ลอบกุ้ง  ใช้ลอบนอนหรือลอบยืนก็ได้ แต่การสานซี่ไม้ไผ่ต้องมีระยะชิดกัน ไม่ให้กุ้งลอดออกไปได้ บางทีใช้ตาข่ายถี่ๆหรือผ้ามุ้งคลุมรอบตัวลอบไม่ให้กุ้งหนีออกไปได้ เหยื่อที่ใช้ เช่นกากน้ำปลา รำละเอียดผสมดินเหนียวปั้นเป็นก้อน เป็นต้น

ลักษณะ สานด้วยไม้ไผ่ใช้หวายเถาวัลย์หรือลวดรัดโครงไม้ ลอบมีช่องว่างให้ปลาว่ายเข้าไปติดอยู่ภายใน 

ประโยชน์ใช้สอย เป็นเครื่องมือดักจับปลา 

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รู้จักแหแล้วนะ.. แต่เคยงงหรือสงสัย? ความแตกต่างของแหและอวนไหม มันก็เป้นตาข่ายเหมือนๆกันใช่ไหม แต่ทำไม เขาเรียกต่างกัน ไปหาเรื่อง.. เอ่อ ไปเรียนรู้เรื่อง อวนกันเถอะคร่าบบ

อวนล้อมจับ

    อวนล้อมจับ หมายถึง เครื่องมือประมงที่มีลักษณะเป็นผืนอวนคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้า วิธีการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำจะปล่อยผืนอวนล้อมรอบสัตว์น้ำ แล้วทำการปิดด้านล่างของผืนอวน
หลักการหรือกรรมวิธีที่สำคัญของเครื่องมือประเภทอวนล้อมจับ มีดังนี้
        1. ใช้วิธีปิดล้อมสัตว์น้ำ โดยการปล่อยอวนล้อมรอบสัตว์น้ำเป็นวงกลมหรือรูปไข่ เพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนที่ของสัตว์น้ำในแนวราบ ส่วนในแนวดิ่งใช้ความลึกของอวนสกัดกั้นตัดหน้าฝูงสัตว์น้ำ
         2. ใช้กรรมวิธีปิดด้านล่างของผืนอวน (ตลอดผืน) เพื่อให้สัตว์น้ำหมดทางออกทางด้านล่างและว่ายวนเวียนอยู่ในวงอวน
         3. ทำการกู้อวนแล้วตักสัตว์น้ำขึ้นเรือ


อวน อวน อวน



 อวน


 อวน


 อวน


ชนิดเครื่องมือประเภทอวนล้อมจับ
          เครื่องมืออวนล้อมจับเป็นเครื่องมือที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับใช้จับสัตว์น้ำชนิดที่อยู่รวมกันเป็นฝูง หรือล่อลวงให้รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ก่อน โดยใช้อุปกรณ์ช่วยทำการประมงประเภทซั้ง (Fish Aggregating Device; FADs) หรือแสงไฟ หลักการเลือกใช้ขนาดตาอวนของเครื่องมือนี้ต้องไม่ทำให้สัตว์น้ำเป้าหมายหลักติดอยู่ที่ตาอวนมากเกินไป เพราะจะทำให้อวนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น กู้อวนได้ช้า และสัตว์น้ำเสียคุณภาพ ด้วยเหตุนี้อวนล้อมจับจึงมีขนาดตาอวนหลายขนาด ขึ้นอยู่กับขนาดของสัตว์น้ำเป้าหมายหลัก การเรียกชื่อเครื่องมืออวนล้อมจับของไทยส่วนใหญ่ เรียกตามชาวประมง ซึ่งตั้งชื่อหลากหลาย บางชนิดเรียกชนิดสัตว์น้ำที่เป็นเป้าหมายหลัก เช่น อวนล้อมจับปลากะตัก อวน

        ดังนั้นการเรียกชื่อเครื่องมือในประเภทอวนล้อมจับกำหนดให้เป็นระบบเดียวกัน คือ ใช้ขนาดตาอวนเป็นตัวกำหนด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อข้อมูลทางการประมงทะเลในอนาคต แต่เนื่องจากอวนล้อมจับของไทยมีวิธีการปิดด้านล่างของผืนอวนอยู่ 2 วิธี คือ แบบมีสายมาน และแบบอื่นซึ่งไม่ใช้สายมาน จึงได้แยกชนิดของอวนล้อมจับออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ อวนล้อมจับมีสายมาน มี 5 ชนิด และอวนล้อมจับไม่มีสายมาน มี 2 ชนิด ซึ่งแบบมีสายมานนั้นจะพบมากที่สุด ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 99 ของอวนล้อมจับทั้งหมด


               1. อวนล้อมจับใช้สายมาน (Purse seine) 
                 สายมาน (Purse Line) เป็นชื่อเรียกเชือก หรือลวดสลิงที่ร้อยผ่านห่วงโลหะวงแหวนทุกห่วง ซึ่งผูกตลอดแนวด้านล่างผืนอวนมีระยะห่างกันพอควร ชาวประมงเรียกว่า ห่วงมาน (Purse ring) ส่วนที่เป็นสายมานจะใช้เพียงเส้นเดียว แต่อวนตังเก และอวนล้อมจับปลากะตักของไทยแบบมาเลเซีย จะแบ่งสายมานออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ปีกซ้าย และปีกขวา โดยปลายเชือกข้างหนึ่งของเชือกทั้งสองจะผูกกับห่วงคลายเกลียวที่อยู่บริเวณกึ่งกลางอวน วิธีการปิดผืนอวนด้านล่างด้วยสายมานใช้วิธีการกว้านสายมานพร้อมกันทั้งสองข้างเก็บไว้บนเรือ จะทำให้ขอบล่างของผืนอวนมีขนาดเล็กลงตามลำดับ ในที่สุดจะปิดสนิทเมื่อห่วงมานมารวมกัน แล้วนำห่วงมานขึ้นบนเรือ หรือแขวนไว้ที่เรือ ชนิดเครื่องมือที่จัดอยู่ในกลุ่มอวนล้อมจับมีสายมานมี 5 ชนิด ดังนี้
                   1.1.1 อวนล้อมจับขนาดตาเล็กกว่า 10 มิลลิเมตร เครื่องมือนี้ เดิมเรียกกันว่า อวนล้อมจับปลากะตัก บางแห่งเรียกว่า อวนปลาหัวอ่อน หรืออวนปลาชิ้งชั้ง หรืออวนปลาจิ้งจั้ง จัดว่าเป็นอวนล้อมจับที่ใช้ตาอวนขนาดเล็กที่สุด ส่วนใหญ่มุ่งจับปลากะตักเป็นหลัก แต่จะใช้จับปลาอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่าปลากะตักก็ได้ แหล่งประมงน้ำลึก 5-45 เมตร ในอดีตทำการประมงเฉพาะเวลากลางวัน ในปัจจุบันมีทั้งแบบที่ทำเฉพาะกลางวัน และแบบที่ทำทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งในเวลากลางคืนชาวประมงจะใช้เรือปั่นไฟช่วยในการทำประมงด้วย

สัตว์น้ำที่จับได้ได้แก่ปลากะตักทุกขนาด และปลาผิวน้ำชนิดอื่นที่ปะปนมาด้วย อย่างเช่น ปลาทู-ลัง ปลาหลังเขียว ปลา
                             สีกุนชนิดต่างๆ ปลาสาก หมึกกล้วย เป้นต้น
                          
                           1.1.2 อวนล้อมจับขนาดตา 10.0 - 24.9 มิลลิเมตร  เครื่องมืออวนล้อมจับชนิดนี้ ชาวประมงเรียกว่า อวนล้อมลูกหมา อวนล้อมหมึก อวนล้อมหางยาว หรืออวนล้อมตะเกียง เพราะใช้เรือประมงขนาดเล็ก เครื่องยนต์มีทั้งแบบนอกเรือ(เรือหางยาว) และเครื่องยนต์ในเรือ รายที่ใช้เรือหางยาวมักเปลี่ยนไปใช้เครื่องมืออื่นหลังจากหมดฤดูจับปลาผิวน้ำหน้าหมู่บ้าน วิธีจับสัตว์น้ำมีทั้งแบบแล่นเรือหาฝูงและใช้แสงไฟล่อ ซึ่งเป์นแพตะเกียงหรือเรือปั้นไฟ ขนาดตาอวนที่นิยมใชัมีขนาดตา 16 – 20 มิลลิเมตร เหตุที่ใชัตาอวนขนาดนี้ เพราะตัองการหลีกเลี่ยงปัญหาปลาหลังเขียว และปลาทูขนาดเล็ก หรือปลาผิวน้ำ ชนิดอื่นที่มีขนาดใกลัเคียงกัน ติดอยู่ที่ตาอวน แหล่งประมงน้ำลึก 5 - 20 เมตร จํานวนคน 4 - 20 คน

สัตว์น้ำที่จับได้ได้แก่ปลาทู ปลาหลังเขียว ปลาสะดือขอ ปลาสีกุนชนิดต่างๆ และปลาแป้น เป็นต้น  

                    1.1.3 อวนล้อมจับขนาดตา 25.0 - 29.9 มิลลิเมตร  เครื่องมือชนิดนี้ใช้ตาอวนขนาด 25 มิลลิเมตร เดิมเป็นเครื่องมืออวนล้อมจับที่เรียกกันว่า อวนดํา อวนล้อมซั้ง และอวนตังเก (ใช้เรือสองลําวางอวน) เป็นอวนล้อมจับอีกชนิดหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ยกเว้นแบบอวนตังเก ซึ่งมีเฉพาะฝั่งอันดามันจํานวนไม่เกิน 20 ลํา วิธีการจับสัตว์น้ำมี 3 วิธี คือ วิธีที่หนึ่งแบบแล่นเรือหาฝูงปลา โดยใช้สายตา เอคโค่ซาวเดอร์หรือโซน่าร์ผสมกันแล้ววางอวนทันที วิธีที่สองแบบจับปลาที่ซั้ง 


สัตว์น้ำที่จับได้ได้แก่ปลาทู ปลาลัง ปลาสีกุนกลม ปลาสีกุนข้างเหลือง ปลาทูแขกปลาแข้งไก่ ปลาสีกุนตาโตปลา
                       หลังเขียว ชนิดต่างๆ ปลาโอปลาจะละเม็ดดํา ถ้าเป็นปลาที่ใช้จากการใช้แสงไฟล่อและซั้งจะมีปลาผิว
                       น้ำาหลายชนิดปะปนกัน

                 1.1.4 อวนลอมจับขนาดตา 30 - 45 มิลลิเมตร เครื่องมือชนิดนี้ใช้จับปลาทู ปลาลัง หรือปลาที่ใหญ่กว่าปลาทู อย่างเช่น ปลาสีกุนกลม ปลาโอ ไม่เหมาะที่จะใช้จับปลาหลังเขียว ปลาทูแขก ปลาสีกุนข้างเหลือง ส่วนใหญ่เนื้ออวนเป็นอวนไนล่อนสีเขียว ชาวประมงบางรายจึงเรียกอวนเขียว หรืออวนล้อมจับปลาทู จํานวนคนขึ้น
อยู่กับขนาดเรือ ส่วนใหญ่10 - 30 คน

สัตว์น้ำที่จับได้ได้แก่ปลาทู ปลาลัง ปลาสีกุนกลม ปลาแข้งไก่ปลาโอ เป็นต้น

                      1.1.5 อวนลอมจับขนาดตาอวนใหญ่กว่า  45 มิลลเมตร เครื่องมืออวนล้อมจับที่ใช้ตาอวนขนาดนี้ ได้แก่อวนล้อมจับปลาโอ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาหลังจากปี2525 เป็นต้นมา ในอดีตใช้อวนล้อมจับขนาดตา 25 มิลลิเมตร และ 38 มิลลิเมตร จับปลาโอ ต่อมาราคาปลาโอสูงขึ้นมาก จึงมีชาวประมงมุ่งจับปลาโอโดยเฉพาะ และได้ออกแบบอวนล้อมจับใหม่ให้มีความยาวและความลึกรวมทั้งขนาดตาอวนมากกว่าอวนล้อมจับชนิดอื่น เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของปลาโอซึ่งว่ายน้ำเร็ว เรืออวนล้อมจับที่ใช้ตาอวนขนาดนี้ส่วนหนึ่งออกไปทําประมงนอกน่านน้ำ ขนาดตาอวนที่เลือกใช้มีหลายขนาด เริ่มตั้งแต่ 47 มิลลิเมตรขึ้นไป และส่วนใหญ่จะมีขนาด 100 มิลลิเมตร ผสมอยู่บริเวณปักอวนซ้ายและขวาด้วยร้อยละ 20 - 40 ของความยาวอวน เพราะต้องการให้ปลาโอส่วนหนึ่งติดที่ตาอวน เพื่อลดแรงกดของปลาโอที่ตายบริเวณอวนคั้น จํานวนคนในเรือ 25 - 30 คน

สัตว์น้ำที่จับได ไดแก ปลาผิวน้ำขนาดใหญ เชน ปลาโอดํา โอลาย โอแกลบ ปลาโอทองแถบ ปลาแขงไก ปลาสีกุน
                        กลม ปลาทูกัง (ปลากดชนิดหนึ่ง)

              1.2 อวนลอมจับไมมีสายมาน (Lampara or Purse seine without purse line)
                       อวนลอมจับชนิดนี้ชาวประมงใชกันนอยมาก มีเพียง 2 ชนิด ที่ยังใชกันอยู คือ อวนลอมจับปลากะตัก (อวนกลัดขอ) และอวนลอมจับปลาหลังหิน (ปลาตามแนวหินปะการัง) ทั้งสองชนิดตางกันที่ขนาดตาอวน ปจจุบันคาดวามีจํานวนรวมกันไมเกิน 20 ลํา เนื่องจากหาลูกเรือที่ดําน้ำไดยาก ชาวประมงจึงปรับเปลี่ยนไปใชอวนแบบมีสายมาน หมูบานที่เปน แหลงกําเนิดและยังคงใชอยูคือ หมูบานอาวมะขามปอม อําเภอแกลง จังหวัดระยอง รายละเอียดของอวนลอมจับทั้งสองชนิดมีดังนี้
                  1.2.1 อวนล้อมจับไมมีสายมานขนาดตาอวนไมเกิน 10 มิลลิเมตร เครื่องมือนี้เดิมเรียกวา อวนลอมจับปลากะตักแบบกลัดขอ หรือเรียกสั้นๆ วา อวนกลัดขอ พบเฉพาะที่อาวมะขามปอม อําเภอแกลง จังหวัดระยอง เรือที่ใชเปนเรือขนาดเล็ก 10 - 14 เมตร ใชคน 6 - 7 คน ทําการประมงในบริเวณน้ำตื้น ความลึก 3 - 10 เมตร หากลึกเกินกวานี้อวนจะมี ประสิทธิภาพต่ำ ใชจับปลากะตักในเวลากลางวันเทานั้น ลักษณะพิเศษคือ ตองใชลูกเรือ 1 - 2 คน ทําหนาที่ดําน้ำกลัดขอใหขอบอวนคราว ลางปกซายและขวาทบติดกันกอนกูอวนขึ้นเรือ ซึ่งนับวันคนดําน้ำจะหาไดยากขึ้น ดังนั้นจํานวนของเครื่องมือชนิดนี้จึงไมขยายตัว ปจจุบันอาจกลาวไดวา ชาวประมงเลิกใชกันแลว โดยเปลี่ยนไปใชอวนลอมจับแบบมีสายมานที่ เรียกวา อวนลอมลงคัน ทําการจับปลากะตักแทน

 สัตวน้ำที่จับได ไดแก ปลากะตัก เคย และอาจไดปลาผิวน้ำบางชนิดที่กินปลากะตักดวย เชน ปลาสาก ปลาสีกุน                                เปนตน 


                        1.2.2 อวนลอมจับไมมีสายมานขนาดตาใหญกวา 10 มิลลิเมตร อวนลอมจับชนิดนี้คือ อวนลอมจับปลาหลังหินเดิม ชาวประมงเรียกวา อวนลอมหลัง- หิน อวนปลาหลังหินเปนอวนที่ออกแบบขึ้นสําหรับใชจับปลาชนิดที่ชอบอยูตามแนวหินปะการัง หินใตน้ำ เชน ปลากะพงแดง กะพงเหลือง ปลากะรัง ปลาสาก ปลาหางเหลือง ปลาสีกุนชนิดตางๆ เครื่องมืออวนและวิธีทําการประมงดัดแปลงมาจากอวนลอมจับปลากะตักแบบกลัดขอ สวนใหญใชตาอวนขนาด 25 มิลลิเมตร จํานวนคน 6 - 10 คน แหลงประมงน้ำลึก 5 - 20 เมตร ลักษณะเดนของเครื่องมือนี้คือ สามารถทําการวางอวนลอมรอบแนวหินปะการังได เพราสามารถ ดําน้ำปลดอวนที่ติดปะการัง หรือหินใตน้ำได แตชาวประมงนิยมใชกันนอยเนื่องจากแหลงประมงมีจํากัด

สัตวน้ำที่จับได สวนมากเปนปลาตามแนวหินปะการังชนิดตางๆ เชน ปลาหางเหลือง ปลาสาก ปลาสลิด
                        ทะเลปลานกแกว ปลากะพงชนิดตางๆ ปลาโฉมงาม ปลาสีกุนขนาดใหญชนิดตางๆ  

                 
                 
แบบสอบถามออนไลน์
    ต่อไปนี้ จะขอนำท่านผู้เยี่ยมชมทั้งหลาย เข้าสู่เรื่องของ เครื่องมือเครื่องใช้ ที่ชาวบ้านในชุมชนบางใบไม้ เขาใช้ในการดำเนินวิถีชีวิต กับครับ ที่รู้ๆกันอยู่ ชุมชนบางใบไม้ เป็นชุมชนชาวประมง ชุมชนหนึ่งเลย เครื่องมือเครื่องใช้ส่วนใหญ่ก็ประยุกต์เอาจากธรรมชาตินั่นแหละ เครื่องมือเครื่องใช้ที่จะพาไปดู รู้จักกันบ้างหม้ายยย... ไปทำความรู้จักกันเถอะ มายเฟรนด์..
        เริ่มที่เครืองมือที่เรียกว่า "แหจับปลา" ละกันนะ
แห
ประวัติความเป็นมา
แหเป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายตามหมู่บ้านชาวประมงโดยทั่วไป ทั้งในน่านน้ำเค็มและน้ำจืด ส่วนใหญ่ใช้ในเวลากลางวัน เพราะมองเห็นสัตว์น้ำได้ง่าย แหล่งประมงน้ำลึก 0.๕๐ ๑.๕๐ ม. ซึ่งอยู่ติดริมคลอง ชายหาดทราย หรือท่าเทียบเรือ โดยเดินหาฝูงปลากระบอกให้พบก่อนจึง เหวี่ยงแหลงไปครอบ การทอดแหรับกุ้งบางครั้งต้องทอดแบบเดาสุ่มส่วนการใช้แหหมึกท าการประมงเฉพาะคืนเดียวเดือนมืด ในบริเวณน้ำลึก ๖-๑๐ ม. ส่วนใหญ่ทอดสมอเรือ ๒ ตัวยึดหัวเรือ และท้ายเรือแล้วเปิดไฟล่อรอเวลาให้หมึกมาตอมแสงไฟ
       แห ถือเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งสําหรับใช้จับปลา ซึ่งส่วนมาก จะใช้กันในบริเวณที่จะมีแหล่งน้ำขนาดเล็กมากมาย ส่วนหนอง, บึง, หรือแม่น้ำขนาดใหญ่จะมีน้ำอยู่มากและไม่สามารถเก็บน้ำได้ตลอดปี วิธีจับปลาที่ได้ผลเร็วและสะดวกที่สุดของชาวชนบทอีสาน ก็คือการใช้แหเท่านั้น ดังนั้น แหจึงมีหลายขนาด หลายชนิด ด้วยความจําเป็นเพื่อการยังชีพในอดีตแทบทุกครัวเรือนของ ชาวบ้าน จึงมีแหไว้จับปลา และถ่ายทอดภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับ แห ไว้อย่างต่อเนื่อง
 ดังความเชื่อโบราณหรือเป็นวิถีชีวิตปกติ (Folk way) ที่ว่า ชายที่หว่านแหไม้มน” (กลม) ถือเป็นชายที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะแต่งงานได้ดังนั้นต้องฝึกหัดเหวี่ยงแหให้มนก่อน คือหาอยู่หากินได้พ่อตาจึงจะยกลูกสาวให้

 อดีต แหทําจากเชือกป้านหรือ ปอเทือง ซึ่งได้จากการปลูก แล้วตัดตนป้านหรือปอเทืองนี้ แช่น้ำ 1015 วัน แล้วนำมาทุบให้เนื้อไม้แตกเปนเส้นๆ แล้วนําแผ่นเหล็กมาขูดให้เป็นเส้นๆ แล็วนําไปตากแห็ง และปั้นเป็นเชือกใช้สานแห ซึ่งลําบากมาก และปัจจุบันไม่ให้เห็น เพราะใช้ด้ายไนล่อนแทนที่แล้ว นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ทีผลต่อวัฒนธรรมในเรื่องดังกล่าวที่ชัดเจน

มาดูหน้าตาแหกัน เป็นยังไง


เวลาใช้งาน ก็เหวี่ยงงงงง อย่างนี้นะ


แห

แหทุกชนิดมีลักษณะเหมือนกัน เมื่อแผ่ออกจะเป็นรูปวงกลม ขอบตีน แหจะมีโซ่ทำด้วยเหล็กหรือตะกั่วขนาดความหนา ๒ มม. เพื่อใช้ถ่วงแหให้จมตัว ได้เร็ว ขนาดของแหเส้นรอบวง ๑๐ - ๒๘ ม. ขนาดตาอวนขึ้นอยู่กับสัตว์น้ำ เป้าหมาย ถ้าเป็นแหกุ้ง จะมีขนาดตา ๒๐-๒๕ มม. แหปลากระบอกใช้ขนาดตา๓๐ - ๓๕ มม. และแหหมึกจะมีขนาด ๒๕-๓๐ มม. ความสูงหรือรัศมีของแห ขนาดเล็กทั่วไป ประมาณ ๑.๗๐ ๔.๕๐ ม. โดยแหหมึกจะมีขนาดใหญ่สุด ในการทำการประมง แหปลากระบอกและแหกุ้ง

 ประโยชน์ใช้สอย
เป็นเครื่องมือจับสัตว์น้ าพวกปลา กุ้ง ปู